แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 27
1
โรคเหงือกในเด็ก สามารถเข้ารับการจัดฟันเด็กได้หรือไม่

ปัญหาในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันในเด็กนั้น มักจะพบได้บ่อย ซึ่งการดูแลรักษาความสะอาดของฟันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเด็กในวัยที่ยังมีฟันน้ำนมอยู่ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะฟันน้ำนมส่งผลกระทบต่อการขึ้นของฟันแท้ ดังนั้น การดูแลช่องปากของเด็กๆ ควรที่จะได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี


ซึ่งปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กที่มักพบได้บ่อยส่วนใหญ่ก็คือ เรื่องของฟันน้ำนมผุ มักจะเกิดขึ้นเมื่อฟันน้ำนมสัมผัสกับน้ำตาลจากการดื่มบ่อยครั้งเช่น ดื่มนม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มรสหวานอื่นๆ ก็จะทำให้เสี่ยงกับการเกิดฟันผุ เชื้อแบคทีเรียในปากจะกินน้ำตาลเป็นอาหาร ทำให้เกิดฟันผุหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา ยิ่งถ้าหากพ่อแม่ผู้ปกครองละเลยในเรื่องของฟันของลูก ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ในระยะยาว โดนอาการฟันผุอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวด และทำให้เคี้ยวอาหารได้ลำบาก


หากฟันน้ำนมได้รับความเสียหาย หรือถูกทำลายก็จะไม่สามารถกำหนดทิศทางสำหรับฟันแท้ให้ขึ้นได้อย่างถูกตำแหน่ง อาจก่อนให้เกิดฟันซ้อน หรือฟันเก ฟันน้ำนมที่ผุอย่างรุนแรงอาจจะนำไปสู่การฟันที่เป็นหนองได้ และอาจจะนำไปสู่การเกิดโรคเหงือกอักเสบในเด็ก ซึ่งโรคเหงือกในเด็กนั้น ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นการอักเสบของเยื่อเหงือกซึ่งเกิดจากการดูแลความสะอาดในปากที่ไม่เพียงพอ และการจับตัวของหินปูน สัญญาณเตือนของโรคเหงือกอาจจะเป็นกลิ่นปาก หรือเลือดออกที่เหงือก


โดยเฉพาะหลังจากการใช้ไหมขัดฟัน เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถนำไปสู่ฟันหลอ และกระดูกเสียหายของกระดูก การพบทันตแพทย์เป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคเหงือกอักเสบ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะพาบุตรหลานของท่านเข้าพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจฟันเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนที่อยากจะพาบุตรหลานของท่านเข้ารับกรจัดฟัน ก็อาจจะเกิดความสงสัยว่า ถ้าหากบุตรหลานของท่านมีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหงือกอักเสบแล้ว จะสามารถเข้ารับการจัดฟันในเด็กได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงประเด็นของการเกิดโรคเหงือกอักเสบในเด็ก และอยากที่จะเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟัน ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ สำหรับโรคเหงือกอักเสบในเด็กนั้น ต้องบอกว่า สามารถรักษาให้หายได้


เพียงหมั่นดูแลช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ และพ่อแม่ควรจะสังเกตอาการต่างๆของบุตรหลานด้วย ถ้าหากพบว่ามีสัญญาณของการเกิดปัญหาฟัน หรือมีการสะสมตัวของคราบแบคทีเรียที่มากและแข็งจนกลายเป็นหินปูน ก็ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ทำการขจัดออกคราบเหล่านั้นออก ซึ่งการดูแลเพื่อป้องกันโรคเหงือกสามารถทำได้โดยหมั่นดูแลสุขภาพช่องปากของลูกน้อยเป็นประจำ พ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นผู้ช่วยในการช่วยแปรงฟันให้ลูก เพื่อให้บริเวณนั้นๆ สะอาด ขจัดคราบฟันออกให้หมด ซึ่งจะช่วยป้องกัน และบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถป้องกันการเกิดโรคเหงือกได้


ทั้งนี้ ในเรื่องของการจัดฟันในเด็ก สำหรับเด็กที่มีปัญหาในเรื่องของเหงือกอักเสบ เบื้องต้นทันตแพทย์จะทำการรักษาโรคเหงือกอักเสบในเด็กให้หายดีเสียก่อน เพื่อที่จะได้มีปัญหาระหว่างการจัดฟัน และจะทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเมื่อเข้ารับการจัดฟันแล้ว เด็กๆควรที่จะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้น ป้องกันฟันผุ


หากบุตรหลานของท่านมีสัญญาณเตือนในเรื่องของการเกิดโรคเหงือกหรือปัญหาในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน สามารถปรึกษาทันตแพทย์ที่คลินิกได้ ทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันในเด็กที่จะให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะช่วยดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานของท่านให้มีฟันที่สวยงาม เพราะเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี ป้องกันการเกิดปัญหาฟันผุ และยังช่วยแนะนำวิธีการรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้นได้

2
ปล่อยรถไมล์น้อย MITSUBISHI XPANDER 1.5 GT ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

มิตซูบิชิ Mitsubishi Xpander GT ปี 2018
All New Xpander รุ่น GT นิยามใหม่ของ Crossover ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยถ่ายทอดความแข็งแกร่งและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างเซกเมนต์ใหม่ ด้วยการผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่งแบบรถ Crossover เข้ากับความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่หลากหลาย และจากการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนารถอเนกประสงค์ Xpander มีความสูงจากพื้นมากกว่ารถยนต์ในกลุ่มเดียวกันที่ 205 มม. (ในรุ่น GT) ด้านดีไซน์ล้ำสมัยด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced 'Dynamic Shield' ไฟหรี่เป็น Crystal LED ไฟหน้าเป็นมัลติรีเฟลกเตอร์แบบฮาโลเจน

All New Xpander รุ่น GT มีความกว้างสบายจากห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ สามารถปรับเบาะที่นั่งได้อย่างอเนกประสงค์ รองรับการใช้งานได้อย่างดี เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งกุญแจอัจฉริยะ, แผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลัง, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, หน้าจอแสดงผลข้อมูลขนาด 4.2 นิ้ว

All New Xpander รุ่น GT ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อลูมินัมอัลลอยเบนซิน รหัส 4A91 ขนาด 1.5 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ให้กำลัง 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อ Xpander

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 21 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.29%, ยอดจัดไม่เกิน 7 แสน,ผ่อนสูงสุด 84 เดือน
ค่าดำเนินการแคมเปญ 20,000 บาท (รวมในยอดจัดได้)

ราคาพิเศษ 579,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                    Mitsubishi
   รุ่น                          มิตซูบิชิ Mitsubishi Xpander GT ปี 2018
   ประเภทรถ                 รถอเนกประสงค์ MPV
   ปีที่เปิดตัว                  2018


3
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


4
คอนโดติดรถไฟฟ้า ดิ ออริจิ้น เตรียมน้อม สเตชั่น (The Origin Triam Nom Station)
เริ่มต้น 1.79 ลบ.

ดิ ออริจิ้น เตรียมน้อม สเตชั่น (The Origin Triam Nom Station)
คอนโดใหม่ใกล้ รร.เตรียมน้อมฯ ติดถนนใหญ่รามคำแหง เพียง 130 ม. ถึง MRT น้อมเกล้า

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ               ดิ ออริจิ้น เตรียมน้อม สเตชั่น (The Origin Triam Nom Station)
 เจ้าของโครงการ          ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้
 แบรนด์ย่อย                ดิ ออริจิ้น
 ราคา                       เริ่มต้น 1.79 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล                   คอนโดใกล้ขนส่งสาธารณะ
 ความสูงคอนโด                Low Rise (ไม่เกิน 8 ชั้น)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี                 โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ขนาดห้องที่มี                   ตั้งแต่ 24.00 ถึง 34.50 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด                    โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนตึก                       5 อาคาร (เป็นอาคารสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง 1 อาคาร)
 จำนวนชั้น                       8 ชั้น
 จำนวนห้อง                     1,288 ยูนิต และร้านค้า 6 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด               โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ค่าบำรุงส่วนกลาง              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

 สาธารณูปโภค
สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, อื่นๆ (พื้นที่สีเขียวด้านหน้าอาคาร (Green Space), Water Park, Playground & Outdoor Gym, Online Studio, Theater Room, Private Meeting Room, Private Lobby, Co-Working Space , Fitness Room, Green Space, Outdoor Jogging Track, Pet Room และ Pet Park), Co-Working Space, ห้องประชุม

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน       รามคำแหง, บางกะปิ, เสรีไท
 ที่ตั้ง       ถนนรามคำแหง แขวงราษฎร์พัฒนา เขตสะพานสูง กทม. 10240

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:             ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีส้ม, สถานี(ตลิ่งชัน - สุวินทวงศ์)(น้อมเกล้า)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง     โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ปีที่สร้างเสร็จ                 โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

5
วัดมณเฑียรกราบพระพุทธรูปปางมารวิชัยเชิญชวนใส่ชุดขาวชาย บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การนั่งสมาธิ

วัดมณเฑียรเป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดน่านเป็นวัดที่มีความสวยงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นวัดที่ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเหมาะสำหรับใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดมณเฑียรมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ พระวิหารที่มีภาพเขียนฝาผนังสวยงามและวิหารหลวงที่มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก

วัดมณเฑียรเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบวัดวาอารามและประวัติศาสตร์ไทย วัดมณเฑียรตั้งอยู่ในพื้นที่อันเงียบสงบของจังหวัดน่าน เป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมและทำความเข้าใจคำสอนของพุทธศาสนา วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวที่พลุกพล่าน มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การนั่งสมาธิ ไตร่ตรองและฟื้นฟูจิตวิญญาณ

การหลบหนีอันเงียบสงบ
วัดมณเฑียรรายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี เป็นฉากหลังธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการฝึกสติและการทำสมาธิ เสียงธรรมชาติอันอ่อนโยน เช่น เสียงใบไม้เสียดสีและเสียงนกร้อง ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ช่วยให้ผู้เยี่ยมชมสามารถหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวันและมุ่งความสนใจไปที่การเดินทางภายในจิตใจ

การชี้แนะทางจิตวิญญาณ
พระสงฆ์ประจำวัดจะให้คำแนะนำแก่ผู้มาเยี่ยมชมเกี่ยวกับเทคนิคการทำสมาธิและหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เริ่มต้นหรือผู้ปฏิบัติธรรมที่มากประสบการณ์ คุณก็จะได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการฝึกปฏิบัติธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น วัดจัดให้มีการทำสมาธิและเทศนาธรรมเป็นประจำ ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเข้าปฏิบัติธรรมทั้งระยะสั้นและระยะยาว

สถาปัตยกรรมวัด
สถาปัตยกรรมของวัดมณเฑียรสะท้อนถึงอิทธิพลของภาคเหนือของไทยแบบดั้งเดิม โดยมีการแกะสลักไม้ที่ประณีตและห้องอุปสมบทที่ตกแต่งอย่างสวยงาม บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างดี มอบบรรยากาศเงียบสงบและงดงามสำหรับการปฏิบัติธรรมของคุณ เมื่อคุณเดินรอบ ๆ วัด คุณจะรู้สึกถึงความสงบและความเรียบง่ายที่ชวนให้สำรวจตนเองและความสงบ

ชุมชนและความเรียบง่าย
จุดเด่นประการหนึ่งของการปฏิบัติธรรมที่วัดมันเทียนคือความรู้สึกเป็นชุมชน ผู้เยี่ยมชมได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในกิจวัตรประจำวันของวัด เช่น การสวดมนต์ตอนเช้าและตอนเย็น การทำบุญ และการรับประทานอาหารร่วมกับพระสงฆ์ การมีส่วนร่วมนี้ช่วยส่งเสริมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและส่งเสริมการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีสติ

ประสบการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ในน่าน
นอกจากการปฏิบัติธรรมแล้ว จังหวัดน่านยังเป็นอัญมณีที่ซ่อนเร้นของประเทศไทย ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและความงามทางธรรมชาติ หลังจากพักผ่อนที่วัดมันเทียนแล้ว คุณสามารถสำรวจพื้นที่โดยรอบได้ เช่น วัดโบราณของน่าน ภูเขาที่งดงาม และหมู่บ้านที่มีเสน่ห์ ซึ่งสะท้อนถึงชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าของภาคเหนือของประเทศไทย

วัดมณเฑียรไม่เพียงแต่เป็นสถานที่สำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่การสัมผัสเสน่ห์แห่งความสงบสุขของจังหวัดน่านอีกด้วย ไม่ว่าคุณต้องการฝึกฝนการทำสมาธิให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เข้าใจคำสอนของพุทธศาสนาให้ดีขึ้น หรือเพียงแค่ค้นหาความสงบและความผ่อนคลาย วัดแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการเดินทางของคุณ

6
บริหารจัดการอาคาร: วิธีประหยัดแอร์ แต่บ้านยังเย็นสบายไม่เปลี่ยน

หน้าร้อนทีไรเหงื่อแตกทุกที โดยเฉพาะตอนบิลค่าไฟมาสิ้นเดือน เพราะแพงกว่าค่าไฟปกติหลายพันนัก แต่ถ้าไม่เปิดแอร์ก็คงอยู่ไม่ได้ใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้นในวันนี้เลยขอนำ 13 วิธีลดใช้แอร์ในหน้าร้อน แต่อากาศภายในบ้านยังเย็นสบายเหมือนเปิดแอร์ตามปกติมาฝากกัน เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ และหมดกังวลเรื่องค่าไฟที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนเสียที

1. มีฉลากไฟเบอร์ 5

          เพราะนอกจากจะเป็นแอร์ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของ กฟผ. แล้ว บนฉลากยังบอกค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปี อีกทั้งยังมีจำนวนดาวบอกระดับการประหยัดพลังงาน หากจะให้ดีควรดูที่ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio) หรือค่าวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานตามฤดู ควบคู่กันไปด้วย เพราะยิ่งมีมากก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้อีกทางหนึ่งนั่นเอง

2. ล้างแอร์

           เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ แม้จะลดอุณหภูมิแอร์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกเย็น นั่นเป็นเพราะว่ามีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไปสะสมในแอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ เลยทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ด้วยการถอดแผ่นกรองหยาบออกมาทำความสะอาด อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพียงเท่านี้ก็ทำให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยลมเย็นได้เหมือนเดิมแล้ว

3. เพิ่มอุณหภูมิแอร์ตอนกลางคืน

          เพราะตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ไม่มีแสงแดด ฉะนั้นอากาศก็จะร้อนน้อยกว่าช่วงกลางวันระดับหนึ่ง การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ในช่วงที่คุณนอนหลับหรือก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% เลยทีเดียว หรืออีกหนึ่งวิธีก็คือ เลือกใช้ Sleep Mode แอร์จะปรับอุณหภูมิขึ้น 1-2 องศาเซลเซียสอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้นอนหลับสบายและช่วยประหยัดไฟไปพร้อมกัน

4. เปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์

          อีกหนึ่งทริกการประหยัดแอร์หน้าร้อนก็คือ เปิดพัดลมไล่ความร้อนในห้องก่อนเปิดแอร์สักพัก แล้วค่อยเปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์ โดยการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ไปที่ 26-28 องศาเซลเซียส ก็จะช่วยลดอุณหภูมิลงมาได้อีก 2-3 องศาเซลเซียส คราวนี้อากาศในบ้านก็จะเย็นสบายกำลังดีแถมไม่เปลืองไฟอีกต่างหาก   

5. ควบคุมชั่วโมงการเปิดแอร์

          ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเสียขนาดนี้ ปิดแอร์แป๊บเดียวก็กลับมาร้อนเหมือนเดิมแน่ ๆ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากถ้าหากจะให้ควบคุมชั่วโมงเปิดแอร์ตอนกลางวัน ฉะนั้นหากอยากประหยัดค่าไฟแนะนำให้ใช้วิธีนี้ตอนกลางคืน โดยตั้งเวลาปิดแอร์ช่วงตี 2 หรือตี 3 ส่วนก่อนนอนให้เปิดพัดลมทิ้งไว้ด้วย จะได้ไม่ตื่นกลางดึกเพราะต้องลุกขึ้นมาปิดแอร์

6. ปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง

          ส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับการปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง จากนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นปิดแอร์ก่อนออกจากห้องประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย ๆ สัก 10 นาที ซึ่งระหว่างนี้ก็ยังสามารถอยู่ในห้องต่อได้อย่างสบาย เพราะยังมีไอความเย็นหลงเหลืออยู่ อีกทั้งยังช่วยประหยัดไฟได้อีกต่างหาก

7. ปิดไฟแล้วเปิดม่านแทน

          นอกจากแสงแดดที่ทำให้เกิดความร้อนในบ้านแล้ว แสงไฟจากหลอดไฟก็มีส่วนที่ทำให้บ้านร้อนเหมือนกัน อีกทั้งยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นด้วย ฉะนั้นตอนกลางวันแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเปิดไฟ แล้วเปลี่ยนไปเปิดหน้าต่างหรือเปิดแค่ผ้าม่านแทน เพื่อให้บ้านสว่างขึ้นแต่ร้อนน้อยลง

8. ใช้เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่

          เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่จะทำความเย็นเฉพาะจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งจะต่างจากแอร์ตัวใหญ่ที่มีระบบการทำงานแบบกระจายความเย็นทั้งห้อง ทั้งยังใช้ไฟน้อยกว่าแอร์ถึง 50% เลยนะจะบอกให้ หรือใช้พัดลมไอเย็นมาช่วยดับร้อน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

9. ไม่นำความชื้นเข้าห้อง

          แอร์ใช้พลังงานในการทำความเย็น 30% และอีก 70% เป็นพลังงานสำหรับจำกัดความชื้น ทำให้อากาศในห้องแห้ง ฉะนั้นควรเลี่ยงนำสิ่งของที่มีความชื้นเข้าห้อง เช่น ต้นไม้ หรือผ้าเปียก เป็นต้น

10. ไม่นำของร้อนเข้าห้อง

          อุปกรณ์หรือเครื่องครัวต่าง ๆ ที่ทำความร้อน เช่น กระทะไฟฟ้า หม้อต้มสุกี้ ไม่ควรนำมาประกอบอาหารในห้องแอร์ เพราะความร้อนในห้องนั้น ๆ จะสูงขึ้นและทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นจึงควรประกอบอาหารให้เสร็จในครัวหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ดีกว่า

11. ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท

          ก่อนจะเปิดแอร์ควรปิดประตูและหน้าต่างในห้องให้สนิท แต่ถ้ามั่นใจว่าปิดดีแล้ว แต่ยังรู้สึกสงสัยว่าทำไมค่าไฟยังแพงอยู่ นั่นอาจเป็นเพราะว่ามีจุดรั่วไหลของแอร์ตามช่องใต้ประตูหรือซอกหน้าต่าง ฉะนั้นควรรีบสำรวจแล้วจัดการปิดรอยรั่วเหล่านั้นซะให้เรียบร้อย

12. ปลูกต้นไม้

          หากบริเวณบ้านยังมีที่ว่างเหลือ ๆ ลองหาต้นไม้ให้ร่มเงามาปลูกดู เพราะรู้หรือไม่ว่าการปลูกต้นไม้สามารถช่วยลดอุณหภูมิรอบ ๆ ได้ถึง 2-4 องศาเซลเซียส แถมยังช่วยลดการใช้พลังงานจากแอร์ได้ 10-15% โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ใหญ่สามารถให้ความเย็นเท่าเครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU เลยทีเดียว

 13. ตั้งคอมเพรสเซอร์ในที่ร่ม

          จริง ๆ แล้วตำแหน่งวางคอมเพรสเซอร์ก็มีผลกับการใช้พลังงานเหมือนกัน หากเป็นไปได้ควรติดตั้งไว้ในที่ร่ม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ก็จะช่วยให้สามารถประหยัดไฟฟ้าเพิ่มได้อีก 15-20% เลยทีเดียว เรียกว่าบิลมาก็ไม่ต้องตกใจค่าไฟตอนสิ้นเดือนอีกต่อไป

          ต่อให้หน้าร้อนจะร้อนอบอ้าวแค่ไหน แต่เราก็สามารถประหยัดค่าไฟได้ด้วยวิธีลดค่าแอร์ช่วงหน้าร้อนเหล่านี้ วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยลดปริมาณการใช้แอร์ แต่ภายในบ้านยังคงเย็นสบายน่าอยู่เหมือนเดิม

7
จัดฟันเด็ก เพื่อฟันแท้ที่มีสุขภาพดีในอนาคต

ฟันแท้ของเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฟันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่เราต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือ การรับประทานอาหาร ฟันมีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร สำหรับฟันแท้นั้น เป็นฟันชุดที่สองมีทั้งหมด 32 ซี่ ประกอบด้วย ฟันบน 16  ซี่ ฟันล่าง 16  ซี่ ซึ่งฟันแต่ละซี่จะมีรูปร่างและหน้าที่แตกต่างกัน  โดยฟันแท้ของเราจะงอกขึ้นมาในช่องปากครั้งแรกเมื่ออายุได้ 6 ขวบเป็นฟันกรามซี่ที่ 1 ล่าง

ถ้าดูจากในช่องปากจะอยู่หลังจากฟันน้ำนมซี่ในสุดเข้าไป ฟันซี่นี้อยากจะขอให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กช่วยกันดูแล เพราะคนส่วนมากมักคิดว่าฟันซี่นี้เป็นฟันน้ำนม เนื่องจากขึ้นมาในช่องปากโดยไม่ได้แทนที่ฟันน้ำนม  ฟันกรามซี่ที่ 1 มีความสำคัญมากเพราะเป็นซี่ที่สำคัญที่สุดในการบดเคี้ยวอาหารไปตลอดชีวิต หรือจะเรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญในการบดเคี้ยวอาหาร จึงมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในวัยเรียน เป็นอย่างมาก เด็กที่มีฟันผุมักจะมีร่างกายผอม ไม่แข็งแรง เด็กบางคนอาจมีผลทำให้ขาดอาหารได้ เพราะใช้ฟันเคี้ยวอาหารไม่สะดวก ใช้ฟันซี่อื่นไม่ถนัด ในการบดเคี้ยวดีเท่าฟันซี่นี้ อาจจะทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร จนทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

นอกจากนี้ฟันแท้ซี่นี้เป็นแนวทางให้ฟันแท้ซี่อื่น ๆ ที่จะขึ้นต่อไป ขึ้นได้ตรงตามตำแหน่งทำให้การสบฟันทั้งปากเป็นปกติเป็นการป้องกันการเกิดฟันเกและฟันซ้อนในเด็ก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรให้สมบูรณ์ด้วย อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางรายที่มีฟันผุมาก จนทำให้เกิดการสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนเวลาอันควร ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรพาบุตรหลานเข้ารับการแก้ไขโดยด่วน หรืออาจจะใช้วิธีการพาเด็กเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีฟันที่สวย มีฟันแท้ที่มีสุขภาพดีในอนาคต

ซึ่งถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานของท่านเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีฟันที่สวยงาม ที่ฟันแท้ที่มีสุขภาพดี ก็ไม่อยาก อยากแรกเลยคือ เราควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักวิธีการทำความสะอาดของช่องปากและฟันอย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กได้เข้าใจในการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของตัวเอง หรือถ้าเด็กมีปัญหา พ่อแม่ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อสร้างรากฐานเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ให้มีฟันแท้ที่มีสุขาพที่ดีในอนาคตได้

สำหรับการจัดฟันในเด็ก สามารถพาเด็กเข้ารับการจัดฟันได้ตั้งแต่อายุ 4-15 ปี แบะไม่ต้องรอให้เด็กมีฟันแท้ขึ้นจนครบก็สามารถพาเข้าไปพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการจัดฟันได้ทันที เพราะการที่เราแก้ไขปัญหาฟันตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นหมายความว่า เด็กจะมีโอกาสที่เติบโตไปเป้นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เพราะการแก้ไขปัญหาตั้งแต่เด็กๆ จะสร้างวินัย สร้างความเข้าใจ สร้างทัศนคติที่ดีในเรื่องของสุขภาพฟันต่อเด็กได้อย่างดีเลยทีเดียว แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาฟันได้แทบทุกกรณี รวมไปถึงช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของโครงสร้างของใบหน้า

ช่วยปรับตำแหน่งลิ้น ช่วยทำให้เกิดการสมดุลของขากรรไกร เรียกว่า ช่วยทำให้เด็กได้มีสุขภาพฟันที่ดีและยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กอีกด้วย เพราะรอยยิ้มในวัยเด็กถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน จะทำให้เด็กรู้จักกล้าแสดงออก ยยิ่งยิ้มสวยยิ้มเก่ง แน่นอนว่าจะเป็นที่ประทับใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้อย่าแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ลูกของท่านมีฟันแท้ที่มีสุขภาพดี มีรอยยิ้มที่สดใส มีฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงาม ก็ควรพาเด็กๆ เข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อที่จะทำให้เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีในอนาคตได้

 ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ก็คือ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานของท่านให้ดี ควรแนะนำให้เด็กรู้จักวิธีการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้ป้องกันการเกิดฟันผุ ขณะจัดฟัน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่เด็กและหลายคนมักจะพบเจอได้บ่อยนั่นเอง สำหรับใครที่อยากพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็กก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรมในเด็ก คอยให้คำปรึกษาอย่างถูกต้อง และสามารถช่วยแนะนำให้เด็กรู้จักการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากเพื่อที่จะได้ลดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันในอนาคต เพราะเราอยากให้เด็กเด็กทุกคนมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่จะได้เข้าใจในการดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อให้เรามีฟันที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

8
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



9
เปิดเหตุผล ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านซักที

ปัจจุบันการสมัครบัตรเครดิตซักใบไม่ใช่เรื่องยากนะคะ เลือกบัตรที่ใช่ เอกสารครบ เมื่อสถาบันการเงินอนุมัติแล้ว ก็เตรียมรอรับบัตรที่บ้านไปรูดใช้กันได้เลย… แต่ทำไมบางคนถึงสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านล่ะ สมัครที่ไหนก็ไม่อนุมัติซักที ใครที่กำลังเจอเหตุการณ์นี้อยู่ วันนี้พาไปทำความเข้าใจเหตุผลยอดฮิตเลย ที่เราสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านซักที

1. มีประวัติการค้างชำระหนี้ในเครดิตบูโร
ด่านแรกก็คือ การตรวจเครดิตบูโร เช็กประวัติทางการเงินนั่นเอง ซึ่งหากทางสถาบันการเงินที่เราไปยื่นสมัครบัตรเครดิต ตรวจพบว่าเรามีประวัติค้างชำระหนี้ หรือเคยผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงินอื่นๆ มาก่อน ก็อาจปฏิเสธการสมัครบัตรเครดิตนั้นได้ค่ะ
 
2. รายได้ประจำไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
ส่วนใหญ่การที่จะสมัครบัตรเครดิต จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน และอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากๆ ก็คือ แหล่งที่มาของเงินเดือน ค่ะ ธนาคารจะตรวจสอบว่าคุณมีรายได้จากอะไร และผ่านช่องทางใด ซึ่งคนที่ได้รับเงินเดือนโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติทุกๆ เดือน ก็จะสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของรายได้ได้ง่ายกว่าคนที่ได้รับเงินเดือนเป็นเงินสด
 
3. ประกอบอาชีพมีรายได้ไม่แน่นอน
ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย หรือฟรีแลนซ์ จะเป็นอาชีพที่อยู่ในกลุ่มรายได้ไม่แน่นอน เพราะในแต่ละวันอาจมีรายได้มากหรือน้อยแตกต่างกันไป
 

4. เคยสมัครแล้วแต่ถูกปฏิเสธ หรือมีบัตรแล้วแต่เพิ่งยกเลิกไป

แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
- เคยสมัครบัตรเครดิตไปแล้วแต่ไม่ผ่าน จะต้องรออีก 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ทำการสมัครบัตรครั้งแรก
- เคยสมัครบัตรเครดิตและอนุมัติเรียบร้อยแล้ว แต่ยกเลิกบัตรไป กรณีนี้ต้องรอถึง 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงิน)
 
5. ไม่เคยมีประวัติทำบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่อมาก่อน
ทำไม? ในเมื่อไม่เคยสมัครบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่อมาก่อน ประวัติเราคลีนๆ ยังไม่เสียหายอะไรนี่... แต่ในมุมนี้ก็คือสถาบันการเงินจะไม่สามารถเช็คประวัติข้อมูลทางการเงินของเราได้ ซึ่งเท่ากับว่าไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของการเป็นผู้ถือบัตรเครดิตได้ ก็อาจปฏิเสธการสมัครของเราได้เช่นกัน

ต้องบอกว่า 5 ข้อนี้ก็เป็นเหตุผลยอดฮิตเลยล่ะค่ะ แต่ว่าแต่ละสถาบันการเงินเองก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ต่างกันออกไปนะคะ ใครที่กำลังสมัครบัตรเครดิตก็เตรียมตัวเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้นนะคะ

10
ปล่อยรถผู้บริหาร BMW 750e xDrive M-Sport 2024 โปรโมชั่นพิเศษ

บีเอ็มดับเบิลยู BMW Series 7 750e xDrive M Sport ปี 2023
750e xDrive M Sport มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 230 กิโลวัตต์ / 313 แรงม้า / 5,000 - 6,500 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร / 1,750 - 4,700 รอบต่อนาที กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ จะส่งกำลังรวมสูงสุด 360 กิโลวัตต์ / 489 แรงม้า และให้แรงบิดรวมสูงสุด 700 นิวตันเมตร พร้อมความจุพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงที่ 22.1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยมีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กิโลเมตร และให้ระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสูงสุดที่ 85 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC สร้างความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.8 วินาที

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 26 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ผ่อน 90,xxx / 72 งวด
ส่งฟรีถึงบ้านโดยรถสไลด์,รับประกันเครื่องเกียร์  1 ปี,รับประกันไมล์แท้
ซื้อสดไม่มีบวก vat 7%,ล้างขัดสีเช็ดระบบไฟก่อนส่งมอบ

ราคาพิเศษ 4,928,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์               BMW
   รุ่น                    บีเอ็มดับเบิลยู BMW Series 7 750e xDrive M Sport ปี 2023
   ประเภทรถ           รถเก๋ง 4 ประตู, รถไฮบริด
   ปีที่เปิดตัว            2023


11
หมอประจำบ้าน: โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก/เบลล์พัลซี (Bell's palsy/Idiopathic facial paralysis)

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก,อัมพาตเบลล์,เบลล์พัลซี,อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก,อัมพาตหน้าครึ่งซีก,โรคกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก,bell's palsy,Idiopathic facial paralysis

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกหรือเบลล์พัลซี (โรคกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก, อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก, อัมพาตเบลล์ ก็เรียก) หมายถึง โรคที่แสดงอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าเพียงซีกใดซีกหนึ่ง* ซึ่งเกิดจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 (เส้นประสาทใบหน้า) เกิดการอักเสบ บวม โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ซึ่งมักมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และทุเลาได้ภายใน 2-3 สัปดาห์

พบได้ประมาณ 20-30 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี พบได้ในคนทุกวัย พบได้บ่อยในกลุ่มอายุ 15-45 ปี

หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 3 เท่า และมักพบในระยะไตรมาสที่ 3 และระยะ 1 สัปดาห์หลังคลอด

นอกจากนี้ยังพบในผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิต้านตนเอง (โรคออโตอิมมูน) ผู้ติดเชื้อเอชไอวี การติดเชื้อของทางเดินหายใจ (เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่) ผู้ที่มีภาวะอ้วน และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าปกติ

*อาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง (facial palsy/paralysis) มักเกิดเพียงซีกใดซีกหนึ่ง ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) นอกจากนั้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้หลายประการ เช่น การบาดเจ็บหรือผ่าตัดที่บริเวณใบหน้า โรคงูสวัดที่บริเวณใบหน้า โรคเรื้อน เนื้องอกบริเวณหู ใบหน้า หรือประสาทหู โรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก เป็นต้น ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานของประสาทสมองเส้นที่ 7 ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงซีกหนึ่ง


สาเหตุ

เกิดจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 หรือเส้นประสาทใบหน้า (facial nerve) ที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ทำงานชั่วคราวโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมักเกิดกับเส้นประสาทใบหน้าเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าข้างนั้นมีอาการอ่อนแรงไปชั่วระยะหนึ่ง

บางรายอาจพบว่ามีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเริมชนิด 1 (HSV-1) และเชื้อไวรัสงูสวัด (herpes zoster virus) ทำให้ประสาทสมองเส้นที่ 7 อักเสบ เกิดอาการอัมพาตของใบหน้า โดยอาจไม่พบผื่นตุ่มของโรคเริมหรืองูสวัดขึ้นที่ผิวหนังร่วมด้วย

บางรายอาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัด (ไวรัสอะดีโน) เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมัน โรคมือ-เท้า-ปาก เป็นต้น


อาการ

อาการมักเกิดขึ้นฉับพลัน โดยผู้ป่วยอยู่ดี ๆ (เช่น นอนตื่นขึ้นมา) ก็สังเกตเห็นปากเบี้ยวข้างหนึ่ง กลืนน้ำหรือบ้วนปากจะมีน้ำไหลออกที่มุมปาก เวลายิงฟันหรือยิ้มกว้าง จะเห็นมุมปากข้างนั้นตก (เนื่องจากขยับไม่ได้แบบอีกข้างที่ปกติ) ตาข้างเดียวกันนั้นจะปิดไม่มิด คิ้วข้างเดียวกันนั้นยักไม่ได้ ลิ้นซีกเดียวกันจะชาและรับรสไม่ได้ หูข้างเดียวกันอาจมีอาการปวดและอื้อ ประสาทหูข้างนั้นไวต่อเสียง (ได้ยินเสียงดังกว่าปกติ) ตาข้างนั้นมีน้ำตาออกน้อย มีอาการตาแห้ง (เนื่องจากต่อมน้ำตาข้างนั้นทำงานได้ไม่ปกติ) หรือปากมีน้ำลายออกน้อย (เนื่องจากต่อมน้ำลายข้างนั้นทำงานได้ไม่ปกติ)

บางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, เคืองตา, พูดไม่ชัด, ดื่มน้ำหรือเคี้ยวอาหารค่อนข้างลำบาก

แต่ผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวดี แขนขามีแรงดีและทำงานได้ตามปกติทุกอย่าง และถ้าอยู่เฉย ๆ (ไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่หลับตา หรือยักคิ้ว) ก็จะดูไม่ออกว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติ

บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณหน้า ขากรรไกร หรือหลังใบหูข้างที่เป็นอัมพาต ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ก่อนมีอาการอัมพาตปากเบี้ยว 2-3 วัน

บางรายอาจมีอาการกำเริบเมื่อร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำเนื่องมาจากความเครียด นอนหลับพักผ่อนไม่พอ ร่างกายไม่สบายหรือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย บางรายมีอาการคล้ายไข้หวัดนำมาก่อนมีอาการอัมพาตของใบหน้าประมาณ 1 สัปดาห์

ส่วนใหญ่อาการอัมพาตของใบหน้าเกิดเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น มีน้อยรายมากที่อาจเกิดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง


ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น ภาวะขาดน้ำ (เนื่องจากดื่มน้ำได้ลำบาก)

ตาข้างที่ปิดไม่มิดอาจเกิดสายพิการ (ตาบอด ตามัว) แทรกซ้อน เนื่องเพราะมีอาการตาแห้ง และมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือผู้ป่วยเผลอใช้นิ้วมือถูหรือขยี้ตา ทำให้กระจกตาอักเสบเป็นแผล

บางรายอาจมีการงอกผิดปกติของเส้นประสาทใบหน้า ทำให้ใบหน้าเกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติ (facial synkinesis) เช่น หนังตาปิดเวลายิ้ม คอเกร็งเวลายิ้มหรือผิวปาก ปากกระตุกเวลาหลับตา น้ำตาไหลเวลาเคี้ยวอาหาร กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็ง (ทำให้ปวดหน้าและศีรษะ) เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการรุนแรงและได้รับการรักษาล่าช้าไป อาจมีอาการหน้าเบี้ยวอย่างถาวร


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งมีสิ่งตรวจพบ ได้แก่ มุมปากตก ตาปิดไม่มิด และยักคิ้วไม่ได้ เพียงข้างเดียว

หากจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง หรือต้องการแยกจากสาเหตุอื่น (เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง) จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด (เช่น ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ตรวจดูโรคติดเชื้อต่าง ๆ เป็นต้น) การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจคลื่นไฟฟ้าประสาท (electroneurography) การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (electromyography/EMG) การตรวจหาเชื้อไวรัสเริมและงูสวัด เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

1. หากตรวจพบว่ามีอาการแขนขาซีกใดซีกหนึ่งมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย และตรวจพบว่าเป็นสโตรก (โรคลมอัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน) แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

2. หากตรวจพบว่าเป็นโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก แพทย์จะทำการประเมินสาเหตุและความรุนแรง และให้การรักษา ดังนี้

    แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์ (เช่น ยาเม็ดเพร็ดนิโซโลน) เพื่อลดการอักเสบและการบวมของเส้นประสาทใบหน้าที่ผิดปกติ ช่วยให้อาการทุเลาได้เร็วขึ้น ซึ่งควรให้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการจะได้ผลดี ยานี้ต้องให้แพทย์สั่งใช้เท่านั้น เพราะมีวิธีใช้และข้อควรระวังมาก หากใช้อย่างไม่ถูกต้อง อาจมีผลข้างเคียงร้ายแรงได้
    ในรายที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสเริมหรืองูสวัด แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (เช่น อะไซโคลเวียร์) ร่วมด้วย ซึ่งควรให้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการเช่นกัน
    ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของตาข้างที่มีอาการปิดไม่มิด โดยให้ผู้ป่วยใช้น้ำตาเทียมหยอดตา ป้องกันไม่ให้ตาแห้ง (หยอดทุก 1-2 ชั่วโมง ระหว่างทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ), ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะหยอดตาในเวลากลางวันทุก 2-4 ชั่วโมง และใช้ยาป้ายตาปฏิชีวนะป้ายก่อนนอน เพื่อป้องกันไม่ให้กระจกตาอักเสบเป็นแผล, ควรสวมแว่นตา หรือใช้ฝาครอบตา (eye shield) เพื่อป้องกันฝุ่นหรือแมลงเข้าตา
    ให้ยาบรรเทาปวด (เช่น พาราเซตามอล) ถ้ามีอาการปวดบริเวณใบหน้า
    บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่น การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยการสัมผัส (tactile stimulation), การกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยไฟฟ้า (electrical stimulation), การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้าและการฝึกการแสดงสีหน้า, การประคบด้วยความร้อน ประมาณ 15-20 นาที (เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณเส้นประสาทที่ผิดปกติ ให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น)

ผลการรักษา ส่วนใหญ่มักจะมีอาการแย่มากขึ้นใน 2-3 วันต่อมาจากวันแรกที่มีอาการ แล้วจะค่อย ๆ ฟื้นตัว จนอาการทุเลาใน 2-3 สัปดาห์ และหายได้สนิทใน 2-6 เดือน

ประมาณร้อยละ 10 อาจมีอาการหน้าเบี้ยวอย่างถาวร ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีลักษณะของการเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างเต็มที่ อาการไม่ดีขึ้นใน 3 สัปดาห์ อายุมากกว่า 60 ปี มีอาการปวดรุนแรง พบในผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือหญิงตั้งครรภ์ หรือทดสอบพบว่ามีความเสื่อมของเส้นประสาทใบหน้าอย่างรุนแรง

ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยที่หายดีแล้ว อาจมีอาการกำเริบซ้ำในเวลานับเป็นปี ๆ ต่อมา (อาจเป็นที่ข้างเดิมหรือข้างตรงกันข้ามก็ได้) หากพบก็ควรตรวจให้แน่ชัดเสียก่อนว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น


การดูแลตนเอง

หากมีอาการอยู่ ๆ มีอาการปากเบี้ยวข้างหนึ่ง กลืนน้ำหรือบ้วนปากมีน้ำไหลออกที่มุมปาก หากมีอาการแขนขาซีกหนึ่งชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย หรือสงสัยว่าเป็นสโตรก (โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน) ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

ถ้าแขนขาแข็งแรงเป็นปกติดี พบว่าเวลายิ้มกว้างเห็นมุมปากข้างนั้นตก ร่วมกับตาข้างเดียวกันนั้นปิดไม่มิด และคิ้วข้างเดียวกันนั้นยักไม่ได้ และมั่นใจว่าไม่ได้เป็นสโตรก ควรปรึกษาแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (เบลล์พัลซี) นอกจากติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องแล้ว ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    กินยา ปฏิบัติตัว และดูแลรักษาตาข้างที่ปิดไม่มิดไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน (ด้วยการใช้น้ำตาเทียม ยาหยอดตาและยาป้ายตาปฏิชีวนะ และใช้อุปกรณ์ป้องกันตา) ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ
    ประคบน้ำอุ่น โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ ประคบใบหน้า นานครั้งละ 15-20 นาที วันละ 1-2 ครั้ง
    นวดและบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า วันละ 1-2 ครั้ง โดยใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางนวดใบหน้าเบา ๆ วนจากหน้าผากผ่านแก้มลงมาที่คาง ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นทำการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าที่หน้ากระจก โดยทำท่าทางยักคิ้ว ขมวดคิ้ว หลับตาปี๋ ย่นจูมก ทำแก้มป่อง (พยายามไม่ให้ลมลอดออกมา) ไม่ทำปากจู๋ ยิ้มไม่เห็นฟัน ท่าละ 20-30 ครั้ง
    กินอาหารที่ย่อยง่าย (เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ผักต้มเปื่อย หมูหยอง เนื้อปลานุ่ม ๆ ที่เอาก้างออก เป็นต้น) และเคี้ยวอาหารช้า ๆ ให้ละเอียด
    จิบน้ำ นม น้ำผลไม้ เครื่องดื่ม ทีละน้อยบ่อย ๆ ป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
    ทำความสะอาดช่องปาก อย่าให้มีเศษอาหารค้างในช่องปาก ทำการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดฟันหลังกินอาหารทุกครั้ง

ควรกลับไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    มีภาวะขาดน้ำ (เนื่องจากดื่มน้ำไม่ได้) หรือกินอาหารไม่ได้
    มีอาการเจ็บตา ตาแดง หรือตามัว
    หลังดูแลรักษานาน 3 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
    มีอาการสงสัยว่าเกิดจากผลข้างเคียงของยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล

ควรผ่อนคลายความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้

ควรหาทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนด้วยการดูแลรักษากับแพทย์อย่างจริงจัง


ข้อแนะนำ

1. โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (เบลล์พัลซี) จำเป็นต้องแยกออกจากโรคสโตรก (โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน) ให้ชัดเจน เนื่องจากทั้ง 2 โรคนี้มีอาการปากเบี้ยวอย่างฉับพลันเหมือนกัน เนื่องจากมุมปากข้างหนึ่งอ่อนแรงไม่ขยับ เห็นชัดเวลายิ้มกว้าง

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทใบหน้าที่อยู่นอกกะโหลกศีรษะ จึงมีอาการผิดปกติเฉพาะที่ใบหน้าเท่านั้น แขนขาจะแข็งแรง สามารถเดินเหินและทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้เป็นปกติ เนื่องจากไม่มีความผิดปกติในสมองแต่อย่างใด

ส่วนโรคสโตรกมีความผิดปกติเกิดขึ้นในสมอง (ส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบตัน) จึงทำให้มีอาการอ่อนแรงของใบหน้าและแขนขา เช่น มุมปากตก (ปากเบี้ยว) พูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก แขนขาชาหรืออ่อนแรงข้างหนึ่ง เป็นต้น โรคนี้จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันที และรับยาละลายลิ่มเลือด (ที่อุดตันในสมอง) ให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง (270 นาที) นับแต่เริ่มมีอาการเกิดขึ้น จึงจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะรุนแรงได้ (ดูเรื่อง "โรคหลอดเลือดสมอง" เพิ่มเติม)

ข้อแตกต่างที่สำคัญ คือ โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก นอกจากไม่มีอาการทางสมองดังที่พบในโรคสโตรกแล้ว อาการที่ใบหน้ายังมีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ โรคสโตรกจะมีอาการอ่อนแรงเฉพาะที่ส่วนล่างของหน้า คือ ปากเบี้ยว (มุมปากตกข้างหนึ่ง) เพียงอย่างเดียว ส่วนบนของใบหน้ายังเป็นปกติ คือยักคิ้ว และปิดตาได้ทั้ง 2 ข้าง ส่วนโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าทั้งส่วนบนและส่วนล่าง จึงมีอาการปากเบี้ยว (มุมปากตกข้างหนึ่ง) ร่วมกับอาการคิ้วข้างเดียวกันนั้นยักขึ้นไม่ได้ และตาข้างเดียวกันนั้นปิดไม่ได้สนิท

2. โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกพบได้บ่อยในคนทุกวัยทุกเพศ ถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงและหายได้เป็นปกติเป็นส่วนใหญ่ แต่จำเป็นต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการรักษาด้วยยาลดการอักเสบและการบวมของเส้นประสาทใบหน้าที่ผิดปกติ (รวมทั้งอาจต้องให้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสบางชนิด) ให้ได้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ ซึ่งจะช่วยให้ได้ผลดี

ส่วนน้อยอาจมีอาการหน้าเบี้ยวอย่างถาวร หรือมีอาการที่เกิดจากการงอกผิดปกติของเส้นประสาทใบหน้า (facial synkinesis) แทรกซ้อน แพทย์อาจทำการแก้ไขด้วยการฉีดสารโบทูลินัม (botulinum toxin) หรือโบท็อกซ์ (Botox) หรือบางรายอาจทำการแก้ไขด้วยการผ่าตัด

3. โรคนี้จะค่อย ๆ ทุเลาจนดีขึ้นชัดเจนใน 2-3 สัปดาห์ โดยกล้ามเนื้อใบหน้าตอนบนจะเริ่มฟื้นตัวได้ก่อนตอนล่าง กล่าวคือ ผู้ป่วยจะยักคิ้วและปิดตาได้ก่อนที่จะหายปากเบี้ยว ดังนั้น ผู้ป่วยควรเฝ้าสังเกต โดยยักคิ้วและหลับตาทุกวัน ถ้าพบว่าเริ่มทำได้ก็แสดงว่ามีโอกาสหายได้เร็ว

4. การรักษาหลัก ๆ คือวิธีที่กล่าวไว้ในหัวข้อ "การรักษาโดยแพทย์" ส่วนวิธีรักษาอื่น ๆ เช่น การฝังเข็ม (กระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยให้อาการทุเลาลง), การฝึกควบคุมร่างกายด้วย "เทคนิคไบโอฟีดแบก (Biofeedback ซึ่งช่วยให้ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าได้ดีขึ้น) ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาถึงความจำเป็น และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

5. อาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หากมีผื่นงูสวัดปรากฏในบริเวณรอบ ๆ หูข้างเดียวกับใบหน้าซีกนั้น มักเกิดจากการติดเชื้องูสวัด ทำให้มีการอักเสบของประสาทใบหน้าและประสาทหู นอกจากอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกแล้ว ยังมีอาการปวดหู มีเสียงดังในหู วิงเวียน บ้านหมุน คลื่นไส้ หูอื้อ หูตึง ตากระตุก เรียกว่า "กลุ่มอาการแรมเซย์ฮันต์ (Ramsay-Hunt syndrome)" แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส (เช่น อะไซโคลเวียร์) และยาเม็ดเพร็ดนิโซโลน เพื่อลดการอักเสบและความรุนแรงของโรค

12
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


13
รถไฟฟ้า ev เอ็มจี MG-S5 EV D-ปี 2025
719,900 บาท

เอ็มจี MG-S5 EV D-ปี 2025
MG S5 EV รุ่น D รถไฟฟ้าในกลุ่ม B-SUV กับความเป็นที่สุดของ The Ultimate Driving Confident e-SUV ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถ SUV กับจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร "ขับดี วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย มี Lifetime Warranty" พร้อมมอบสมรรถนะตอบโจทย์การขับขี่ในทุกเส้นทาง มาพร้อมอุปกรณ์ภายนอกที่โดดเด่นทุกมุมมอง ทั้งความโฉบเฉี่ยวและประสิทธิภาพการขับขี่แบบไร้ที่ติ ภายใน พรีเมียมทุกสัมผัส สะดวกสบายในทุกมุมมอง ราคา 719,900 บาท จาก 739,900 บาท

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                MG
   รุ่น                     เอ็มจี MG-S5 EV D-ปี 2025
   ประเภทรถ            รถอเนกประสงค์ SUV, Electric - EV
   ปีที่เปิดตัว               2025
   ราคา                  719,900 บาท

ดีไซน์
   ภายนอก
สปอยเลอร์หลัง
ไฟท้าย LED
ราวหลังคา
อุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ (กระจังหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille))
ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบพิเศษ (อัตโนมัติกระจกบานหน้า)
ไฟหน้า LED
หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ
ไฟ Daytime Running Lights
ล้ออัลลอย (17 นิ้ว)

   ภายใน
ตกแต่งภายใน (ด้วยวัสดุ Soft touch)
พวงมาลัยหุ้มหนัง
พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้ (,เข้า-ออกได้)
ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (5 รูปแบบ ได้แก่ Comfort Normal Sport Snow และ Custom)

สเปค
   มอเตอร์ไฟฟ้า               ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลัง 170 แรงม้า (125 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร มีอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 8 วินาที และระบบชาร์จเร็ว Quick Charge DC 140kW

   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)      แรงม้า
   ระบบเกียร์                        เกียร์อัตโนมัติ
   รูปแบบเกียร์
   ระบบเบรค ABS                  มี
   ชนิดแบตเตอรี่                     ไฟฟ้า
  ความจุแบตเตอรี่                   50 kWh
   ระยะทางวิ่ง/การชาร์จ 1 ครั้ง     416 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC
   น้ำหนักตัวรถ                         -
   ประเภทยางรถยนต์                   -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)                      ล้ออัลลอย (17 นิ้ว)
   ระบบขับเคลื่อน                      ขับเคลื่อนล้อหลัง

ระบบความปลอดภัย
  อุปกรณ์ความปลอดภัย
ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (SCS,ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC)
ดิสก์เบรก 4 ล้อ
เซ็นทรัลล็อค ((Speed Sensing Door Lock))
กุญแจนิรภัย (ดิจิตอล)
ไฟเบรกดวงที่ 3 (แบบ LED)
ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์ (ระบบตรวจสอบแบตเตอรี่,ระบบสั่งการ และระบบค้นหารถ Find My Car,ระบบเตือนความผิดปกติของรถยนต์,ระบบตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จ และสถานีชาร์จ)
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (,ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA)
อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอื่นๆ (ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH,ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน)
เข็มขัดนิรภัย
อื่นๆ (ระบบปฏิบัติการ i-SMART 3.0,ระบบระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล
ระบบสั่งการด้วยเสียง (ภาษาไทย,ระบบควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านทางสมาร์ทโฟน,ระบบโทรออก – รับสายกรณีฉุกเฉิน,ระบบสั่งการชาร์จ สถานี MG SUPER CHARGE ผ่านทางสมาร์ทโฟน)
กล้อง (มองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหลัง)
เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collisio (และระบบช่วยเบรก AEB,ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง RCW)
เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning - BSW) (,ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตาที่ทำงานประสานกันทั้ง ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA)
เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert - RCTA) (,ระบบช่วยเบรกขณะถอย RCTB)
เทคโนโลยีช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HSA
เบรกมือไฟฟ้า
จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX)
ระบบเตือนแรงดันลมยาง (,ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่)
ระบบจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอก (V2L) (จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 6 kW)
ระบบกู้คืนพลังงาน (KERS (Kinetic Energy Recovery System) 4 ระดับ)
ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (เลน) (ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน LDP,ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW,ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK)

14
จัดฟันบางนา: วิธีแก้ไข “นอนกัดฟัน” ตัวร้ายทำลายฟัน

เชื่อว่าหลายๆคนคงอาจจะเคยนอนกัดฟัน หรือ มีคนรอบข้างนอนกัดฟัน เสียงดังสนั่นในตอนกลางคืน และหลายๆคนก็อาจจะปล่อยให้ตัวเองหรือคนรอบข้างนอนกัดฟัน โดยที่ไม่ได้ใส่ใจในการรักษาหรือแก้ไข เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาตินั่นเอง แต่อันที่จริงแล้ว การนอนกัดฟัน นอกจากจะสร้างความรำคานรบกวนการนอนหลับที่สนิทให้กับผู้ที่ต้องนอนร่วมด้วยแล้ว ยังสร้างผลเสียมากมายเกี่ยวกับฟัน และสุขภาพช่องปากของผู้ที่นอนกัดฟันอีกด้วย เหตุนี้เองการนอนกัดฟันจึงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข

ซึ่งในวันนี้อยากจะมาเล่าถึงสาเหตุ ผลเสีย และวิธีการแก้ไขเบื้องต้น ให้คุณผู้อ่านได้รับทราบและนำไปแก้ไข ด้วยความเป็นห่วงจากเรา โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


นอนกัดฟันคืออะไร ?

การที่เราหรือคนรอบข้างเรานั้นนอนกัดฟัน เกิดจากการทำงานนอกหน้าที่ หรือการทำงานที่ผิดปกติของระบบบดเคี้ยวในขณะนอนหลับ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวหดตัวผิดปกติในขณะหลับ ทำให้เกิดการกัดฟัน แพทย์ยังถือว่าการนอนกัดฟันนั้นคืออาการผิดปกติในขณะนอนหลับอย่างหนึ่ง


รู้ได้อย่างไรว่าเรานอนกัดฟัน ?

– คนรอบข้างอาจจะบอกว่าเรานอนกัดฟันในเวลากลางคืน แต่ในบางคนมีลักษณะนอนกัดฟันแบบกัดแน่น ไม่บดไปมา ก็จะทำให้ไม่เกิดเสียงในขณะนอนกัดฟัน

– ให้สังเกตตัวเองว่าในขณะตื่นนอนทุกครั้งมีอาการปวดเมื่อย หรือรู้สึกตึงๆที่แก้ม หน้าหูหรือไม่

– ถ้าหากไปหาทันตแพทย์ ก็อาจจะสามารถวินิจฉัยได้จากการดูที่ฟันสึกผิดปกติไม่สมกับอายุ หรือมีรอยหยักตามแนวสบฟันชัดเจน หรือบางทีทันตแพทย์อาจจะใช้เครื่องมือในการทดสอบร่วมด้วยเพื่อให้แน่ใจมากขึ้น


สาเหตุของการนอนกัดฟัน ?

– ในเด็ก

การนอนกัดฟันในเด็ก บางทีอาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติ เนื่องจากว่าเด็กเล็กที่กำลังมีฟันกรามงอกขึ้นมาในช่องปาก จะมีความสันนูน จึงเป็นเหตุให้ถูกกระทบได้ก่อนฟันส่วนอื่น ซึ่งการนอนกัดฟันในเด็กนั้นไม่นานจะหายไปเองเมื่อ ฟันส่วนบดเคี้ยวสึกกร่อนเข้าที่ตามธรรมชาติแล้ว

– อุดฟัน

ต้องบอกเลยว่าร่างกายเรา โดยเฉพาะช่องปากสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ดีหากทำการสังเกต สาเหตุที่เกิดการนอนกัดฟันที่มักพบได้บ่อยๆมักเกิดจากคนไข้ที่ทำการอุดฟันมาใหม่ๆ ซึ่งระดับชั้นการเรียงตัวของฟันอาจจะมีความเหลื่อมล้ำเล็กน้อย ในเวลานอนจึงอาจทำให้เกิดการนอนกัดฟันในซี่ที่ทำการอุดมานั้นเอง

– ความผิดปกติของขากรรไกร

ผู้ที่มีความผิดปกติของขากรรไกรส่วนใหญ่จะมีการนอนกัดฟัน เนื่องจากในเวลานอนขากรรไกรอาจจะขยับตัวตามธรรมชาติเลื่อนมาชิดกัน ทำให้เกิดการสบกันได้ง่ายกว่าผู้ที่มีขากรรไกรปกติ


ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการนอนกัดฟัน ?

ผลเสียที่เกิดขึ้นชัดเจนน่าจะเป็นความรำคานของคนรอบข้างที่ต้องนอนร่วมด้วย แต่ที่แน่ๆสำหรับผู้ที่นอนกัดฟันนั้น ส่งผลเสียโดยตรงต่อฟัน คือ ฟันด้านบดเคี้ยวจะมีการสึกกร่อน ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับการนอนกัดฟันที่ถี่บ่อยขนาดไหน

ทุกครั้งที่นอนกัดฟัน กล้ามเนื้อที่ใบหน้าจะออกแรงมากพร้อมกับการบดเคี้ยวของฟันที่กระทบกัน โดยปกติอาหารจะเป็นตัวกลางคั่นในการถูกกระทบ แต่ในขณะที่นอนหลับไม่มีตัวกลางคั่นจึงทำให้เกิดการกระทบกันอย่างรุนแรง จึงเป็นเหตุที่ทำให้ฟันสึกลงได้อย่างง่าย และหากว่าไม่รีบรักษาจะทำให้ฟันค่อยๆสึกจนถึงชั้นในเนื้อฟัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันตามมาอีกด้วย


วิธีแก้ไขและป้องกันการนอนกัดฟัน ?

– การป้องกันที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือ สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงในช่องปาก หากพบว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แปลกไปจากเดินภายในช่องปาก แม้เรื่องเล็กน้อย ก็ควรพบทันตแพทย์และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในช่องปาก แค่นั้นก็สามารถป้องกันการนอนกัดฟันที่อาจเกิดขึ้นได้

– รับประทานอาหารที่ไม่อ่อนเกินไปบ่อยๆ เพราะ ฟันจะไม่ถูกกร่อนอย่างพอดี ให้พยายามรับประทานของที่มีความแข็งบ้าง แต่ไม่แข็งจนเกินไป และให้ใช้การบดเคี้ยวทั้ง 2 ข้าง เท่านี้ฟันบดเคี้ยวก็จะสึกกร่อนอย่างพอเหมาะ

– สุดท้ายหากว่าลองใช้วิธีต่างๆแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่านอนกัดฟันอยู่ ให้ทำการเข้าพบทันตแพทย์ เพราะ การนอนกัดฟันนั้นทันตแพทย์จะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ จะมีนวัตกรรมมากมายที่ช่วยไม่ให้นอนกัดฟัน เช่น ยางกัดฟัน ไว้ใส่ตอนนอนเพื่อป้องกันการกัดฟันได้นั่นเอง

15
ฉนวนกันความร้อนไร้คุณภาพแน่นอน ถ้าไม่มีคุณสมบัตินี้

ฉนวนกันความร้อน คือผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์หลักเพื่อช่วยกันความร้อนไม่ให้ทะลุผ่านเข้ามาภายในพื้นที่ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารสำนักงาน หรือว่าโรงงานต่าง ๆ ซึ่งการป้องกันความร้อนไม่ให้สะสมภายในพื้นที่มากเกินไปนั้น จะส่งผลดีต่อบรรยากาศในการทำงานและการอยู่อาศัย ดีต่อสุขภาพกายใจของผู้คนภายในอาคารสถานที่นั้น ๆ

และที่สำคัญคือ ยังช่วยประหยัดพลังงานค่าไฟได้เป็นอย่างดี รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรต่าง ๆ ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เวลาจะตัดสินใจเลือกซื้อ ฉนวนกันความร้อน นั้น จะแค่ดูว่าฉนวนกันความร้อนได้ดีมากเท่าไรเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงอีกคุณสมบัติหนึ่งให้ดีด้วยนั่นก็คือ ฉนวนนั้น ๆ มีการใส่สารป้องกันความชื้นด้วยหรือไม่


ฉนวนกันความร้อนกันความชื้นไม่ได้ มีข้อเสียอย่างไร

หลาย ๆ คนอาจตั้งคำถามว่า ฉนวนกันความร้อน ทำไมจึงต้องกันน้ำกันความชื้นได้ดีด้วย? ก่อนที่จะตอบคำถามนี้นั้น เราอาจต้องเข้าใจก่อนว่า ฉนวนกันความร้อนมักจะมีความเสี่ยงต่อการโดนน้ำและความชื้นเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ฉนวนกันความร้อนสำหรับงานหลังคา ฝ้าเพดาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฉนวนสำหรับที่อยู่อาศัยหรือโรงงานก็แล้วแต่ เวลาฝนตกหนัก ๆ มีน้ำรั่วซึม มีความชื้น ก็อาจโดนถูกฉนวนได้

หรือในกรณีของฉนวนสำหรับผนัง สำหรับติดให้บ้านหรือในห้องเครื่องจักร เมื่อมีอุณหภูมิความร้อนสูงขึ้น และอุณหภูมิกระทบกับอากาศปกติของห้องที่ไม่ว่าจะเปิดเครื่องปรับอากาศหรือไม่ก็ตาม ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิ 2 ส่วน จะทำให้เกิดการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เป็นไอน้ำ และถูกโดนฉนวนได้

ซึ่งเราจะเห็นได้เลยว่าฉนวนกันความร้อนกับความชื้นนั้นมักจะหลีกเลี่ยงกันไม่ได้สักเท่าไร และด้วยเพราะน้ำ ความชื้น มีผลโดยตรงต่อการทำให้ฉนวนเสื่อมคุณภาพเร็ว เพราะฉนวนมีหลักการกันความร้อนมาจากโพรงอากาศนิ่งที่อยู่ภายในเนื้อฉนวน ทำให้เมื่อมีน้ำหรือความชื้นเข้าไปแทนที่ในโพรงอากาศนั้น ค่าการป้องกันกักเก็บความร้อนของฉนวนก็จะลดลงไปทันที จึงทำให้แทนที่ฉนวนจะคงคุณสมบัติในการกันความร้อนได้ยาวนานก็กลับเสื่อมสภาพลงและกันความร้อนไม่ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เอง ฉนวนกันความร้อนที่ดี จึงต้องมีคุณสมบัติในการกันน้ำ กันความชื้นได้ดีด้วยนั่นเอง

ฉนวนกันความร้อน ฉนวนคุณภาพดีที่กันน้ำได้ดีเยี่ยม

ในบรรดาฉนวนกันความร้อนที่อยู่ในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ และหลากหลายวัสดุนั้น ไม่ใช่จะมีความสามารถในการกันน้ำได้ดีเหมือนกันหมด แต่จะแตกต่างกันไปตามกระบวนการผลิตและความเข้าใจในการใช้งาน ซึ่งด้วยเพราะทีมงานผู้เชี่ยวชาญในด้านการแก้ไขปัญหาความร้อน จึงเข้าใจดีว่าฟังก์ชั่นในการกันความร้อนจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อฉนวนกันน้ำได้ ทนความชื้นได้ และรักษาคุณสมบัติในการเป็นฉนวนเอาไว้ได้นั่นเอง

ดังนั้น ฉนวนกันความร้อน จึงแตกต่างจากฉนวนนอื่น ๆ ทั่วไปตรงที่เป็นฉนวนสีเขียว เพราะใส่สาร HydroProtec เข้าไปผสมในเนื้อฉนวน ทำให้มีคุณสมบัติในการกันน้ำ ทนความชื้นได้เป็นอย่างดี ช่วยลดการอุ้มน้ำได้มากกว่าปกติถึง 10 เท่า จึงทำให้เนื้อฉนวนไม่ดูดซับน้ำหรือความชื้น ส่งผลทำให้ไม่เสื่อมสภาพเร็ว คงความสมบูรณ์ของการเป็นฉนวนที่กันความร้อนได้เต็มศักยภาพยาวนานเป็นสิบปียี่สิบปี


ในการจะตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อนนั้น จะพิจารณาเพียงคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูภาพรวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ด้วย โดยความสามารถในการป้องกันน้ำและความชื้นก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่ฉนวนคุณภาพดีจะขาดไม่ได้

นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังควรดูเรื่องการเป็นฉนวนที่ได้รับการรับรองเรื่องมาตรฐานการผลิต ผ่านกระบวนการทดสอบการลามไฟ ตลอดจนไม่มีสารเคมีปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อให้เรามั่นใจได้ จะได้ฉนวนที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อการใช้งานมาใช้กันความร้อนในอาคารสถานที่ของเรา ซึ่งหากไม่ได้พิถีพิถันในการเลือกให้ดีล่ะก็ ฉนวนเสื่อมเร็ว ก็กันความร้อนไม่ได้ และกลายเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าไปในที่สุด

หน้า: [1] 2 3 ... 27